วิวัฒนาการดนตรี

นับตั้งแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้น ยุคแห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น และหลังจากที่ พ่อขุนรามคำแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฎหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดังปรากฎ ในปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

สมัยสุโขทัย
     ดนตรีไทย มีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทย ในสมัยนี้ ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้งในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวนี้ สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ
1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ


ที่มา http://p-i-e.exteen.com/images/Khim/musicians.jpg

     2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน


ที่มา http://www.student.chula.ac.th/~48467717/component.files/image004.jpg

     3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ
- วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี 3. ทับ (โทน) 4. ฆ้องคู่ และ ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)
- วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3. ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก

4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ
- คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ
- คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง
- คนดีดพิณ
- คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ

ที่มาจาก : http://princeabhakara.forumotion.net/forum-f18/topic-t153.htm

สมัยกรุงศรีอยุธยา
     ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับ ดนตรีไทย ในสมัยนี้ ในกฏมลเฑียรบาล ซึ่งระบุชื่อ เครื่องดนตรีไทย เพิ่มขึ้น จากที่เคยระบุไว้ ในหลักฐานสมัยสุโขทัย จึงน่าจะเป็น เครื่องดนตรี ที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ ได้แก่ กระจับปี่ ขลุ่ย จะเข้ และ รำมะนา นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ปรากฎข้อห้ามตอนหนึ่งว่า “…ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน…” ซึ่งแสดงว่าสมัยนี้ ดนตรีไทย เป็นที่นิยมกันมาก แม้ในเขตพระราชฐาน ก็มีคนไปร้องเพลงและเล่นดนตรีกันเป็นที่เอิกเกริกและเกินพอดี จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงออกกฎมลเฑียรบาล ดังกล่าวขึ้นไว้

เกี่ยวกับลักษณะของ วงดนตรีไทย ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาขึ้นกว่าในสมัยสุโขทัย ดังนี้ คือ

1. วงปี่พาทย์ ในสมัยนี้ก็ยังคงเป็น วงปี่พาทย์เครื่องห้า เช่นเดียวกับในสมัยสุโขทัย แต่มี ระนาดเอก เพิ่มขึ้น ดังนั้น วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ประกอบด้วย เครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ คือ
- ระนาดเอก
- ปี่ใน
- ฆ้องวง (ใหญ่)
- กลองทัด ตะโพน
- ฉิ่ง

2. วงมโหรี ในสมัยนี้พัฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก เพราะได้เพิ่ม เครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิ้น คือ ขลุ่ย และ รำมะนา ทำให้ วงมโหรี ในสมัยนี้ ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จำนวน 6 ชิ้น คือ
- ซอสามสาย
- กระจับปี่ (แทนพิณ)
- ทับ (โทน)
- รำมะนา
- ขลุ่ย
- กรับพวง

สมัยกรุงธนบุรี
     เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และประกอบกับ เป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทย ในสมัยนี้จึงไม่ปรากฎหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
     ในสมัยนี้ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้ คือ

สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทย ในสมัยนี้ส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะ และ รูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มี กลองทัด 2 ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ทั้งพระองค์ได้ พระราชนิพนต์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง “บุหลันลอยเลื่อน” การพัฒนา เปลี่ยนแปลงของ ดนตรีไทย ในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอา วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก “เปิงมาง” ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า “สองหน้า” ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง

สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่

ที่มาจาก : http://princeabhakara.forumotion.net/forum-f18/topic-t153.htm

การสร้างสรรค์งานดนตรี

การสร้างสรรค์งานดนตรี
  กิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรี
การสร้างสรรค์ทางดนตรีเป็นการคิดค้น ต่อเติม ประยุกต์ และจัดองค์ประกอบทางดนตรีขึ้นมาใหม่โดยไม่ซ้ำแบบใคร เช่น การแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ การคิดค้นท่าออกกำลังกายให้เข้าจังหวะดนตรี เป็นต้น ซึ่งการสร้างสรรค์ทางดนตรีช่วยพัฒนากระบวนการคิดและเสริมสร้างทักษะด้าน ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
1.  หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี
1.  การสร้างสรรค์จากประสบการณ์เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้ สร้างสรรค์เอง โดยอาจได้รับคำแนะนำบ้าง รู้ในหลักการบ้างแล้วนำมาประยุกต์ คิดค้นเป็นความคิดของตนเองขึ้นมา เช่น การคิดท่าทางเคลื่อนไหวประกอบเพลง เป็นต้น
2.  การสร้างสรรค์จากหลักการ เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเรียนรู้ในหลักการหรือความรู้ต่าง ๆ แล้วนำมาใช้เป็นพื้นฐานหรือข้อมูลหลักในการทำผลงานทางดนตรี เช่น การรู้หลักกการเคลื่อนไหวเพื่อบริหารกล้ามเนื้อแล้วนำมาคิดท่าทางประกอบเพลง ในการทำกายบริหาร เป็นต้น
2.  วิธีการสร้างสรรค์งานดนตรี
การสร้างสรรค์งานดนตรีมีวิธีปฏิบัติได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ด้านดนตรีและการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งนักเรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น
ตัวอย่าง กิจกกรมสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี
1.  ขีดเขียนระบายสีตามจังหวะของดนตรี ซึ่งจะทำให้ได้ภาพเขียนที่แปลกตา ตามลีลาของจังหวะดนตรี
2.  ประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุท้องถิ่น ซึ่งจะได้เครื่องดนตรีที่ให้เสียงแปลก ๆ เช่น การนำเอาฝาน้ำอัดลมมาทำเป็นเครื่องเคาะจังหวะ เป็นต้น
3.  ประดิษฐ์ท่าทางประกอบเพลงโดยอาจประดิษฐ์ใช้กับหลาย ๆ เพลง ซึ่งนอกจากจะได้ความสนุกสนานแล้วยังฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
4.  แต่งเพลงอย่างง่าย ๆ โดยนำเอาทำนองเพลงสั้น ๆ มาใส่เนื้อเพลงใหม่ หรือนำเนื้อเพลงมาใส่ทำนองเพลงใหม่ให้สัมพันธ์กัน เป็นต้น
นอกจากวิธีดังกล่าว นักเรียนยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานดนตรีโดยใช้วิธีอื่น ๆ อีกหลายวิธี ซึ่งนักเรียนต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และนำไปใช้ประโยชน์ได้

ดนตรีกับการบูรณาการและประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน คนเราได้รับฟังดนตรีมากมาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เนื่องจากดนตรีเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา เช่น เสียงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เพลงชาติจากสถานที่ราชการ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าดนตรีมีความสัมพันธ์กับคนเราค่อนข้างมาก
เนื่องจากดนตรีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตัวเราด้าน ต่าง ๆ ได้ เช่น ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ ด้านสังคม เป็นต้น นอกจากนี้นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น
วิชาภาษาไทย            นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการขับร้องเพลงประกอบเนื้อหา
วิชาคณิตศาสตร์          นำความรู้การคิดคำนวณมาใช้กับการนับจังหวะดนตรีหรือใช้บทเพลงประกอบการเรียนการสอน
วิชาวิทยาศาสตร์         นำความรู้ทางดนตรีมาร้องเพลงประกอบการเรียนการสอน ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และยังสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องเสียง มาใช้ในการขับร้องเพลง
วิชานาฏศิลป์               นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการร่ายรำประกอบการแสดงนาฏศิลป์
นอกจากนี้ นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปใช้กับวิชาอื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กายบริหารประกอบเพลง การเต้นแอโรบิก เป็นต้น

ดูแลเครื่องดนตรีไทย

การดูแลรักษาเครื่องดนตรีไทย
เครื่องดนตรีไทยมีหลายประเภท เราควรดูแลรักษาให้ถูกต้องตามประเภทของเครื่องดนตรี ซึ่งจะทำให้เครื่องดนตรีมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ตัวอย่าง การดูแลรักษาเครื่องดนตรีไทย

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ควรเก็บไม้ดีดจะเข้ไว้ในที่เก็บ ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด และจัดวางไว้ในร่มเพื่อป้องกันแสงแดด และอย่าให้ถูกน้ำหรือได้รับความชื้น

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้ปลดเชื่อกที่ร้อยผืนระนาดลงมาหนึ่งข้าง เพื่อลดน้ำหนักไม่ให้ตะขอหลุดง่าย และไม่ให้ผืนระนาดหย่อนหรือขาด เก็บไม้ตีระนาดไว้ในราง จัดวางระนาดในที่ที่เหมาะสม

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้บิดลูกบิดซอลงเล็กน้อยเพื่อลดสายเลื่อนหย่อนหรือหมอนไว้ตอนบนของหน้า กะโหลกซอ แล้วแขวนเก็บคันชักแนบกันคันทวนซอ จัดวางไว้บนชั้นหรือใส่ตู้ หรือแขวนเรียงไว้ให้เป็นระเบียบ

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้นำไปเก็บในที่เหมาะสม อย่างเป็นระเบียบ ไม่ให้ถูกน้ำ ความชื้น และแสงแดด

การดูแลรักษาเครื่องดนตรีสากล
เครื่องดนตรีสากลมีหลายประเภท เราควรดูแลรักษาให้ถูกต้องตามประเภทของเครื่องดนตรี ซึ่งจะทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การดูแลรักษามีวิธีอย่างง่าย ๆ ดังนี้
1.  เครื่องสาย
ก่อนหรือหลังการเล่น ให้ใช้ผ้าแห้งลูบเบา ๆ บนสายและตัวเครื่อง เพื่อขจัดฝุ่นคราบไคลต่าง ๆ ถ้าเป็นเครื่องสายที่ใช้คันชักสี เมื่อเล่นเสร็จแล้ว ต้องปรับคันชักไม่ให้สายตึงเกินไป ก่อนที่จะนำไปเก็บในกล่อง เพราะหากปล่อยให้สายตึงเป็นเวลานาน อาจชำรุดได้
2.  เครื่องเป่าลมไม้
          1.  ประเภทเป่าลมผ่านช่องลม ให้ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องก่อนและหลังการเป่า ส่วนเครื่องเป่าที่เป็นโลหะ ให้ใช้ผ้านุ่มแตะน้ำมันที่ใช้สำหรับทำความสะอาดเครื่องดนตรี แล้วลูบไปตามกระเดื่องกลไกและตัวเครื่องให้ทั่ว เพื่อทำให้กระเดืองกลไกเกิดความคล่องตัวในการใช้งาน และช่วยไม่ให้เกิดสนิม
2.  ประเภทเป่าลมผ่านลิ้น มีวิธีการดูแลรักษาคล้ายกับเครื่องเป่าโลหะ (ปิคโคโลและฟลูต) และเพิ่มการทำความสะอาดปากเป่าและลิ้นด้วยการถอดออกมาล้างทำความสะอาด จากนั้นผึ่งลมและเช็ดให้แห้งก่อนใช้ฝาครอบสวมส่วนบน แล้วจึงเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อย
 3.  เครื่องเป่าลมทองเหลือง
ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องให้สะอาดก่อนและหลังการใช้ เมื่อใช้เสร็จแล้วให้กดกระเดื่องสำหรับไล่น้ำลาย แล้วเป่าลมแรง ๆ เข้าไปตรงปากเป่า เพื่อไล่หยดน้ำลายที่ค้างอยู่ในท่อ เสร็จแล้วถอดปากเป่าออกมาทำความสะอาด โดยใช้ผ้าเช็ด และใช้เศษผ้าแตะครีมขัดโลหะลูบบนตัวเครื่องแล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดถูให้เกิดความ เงางาม และเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อง
4.  เครื่องดนตรีประเภทลิ่วนิ้ว
ใช้ผ้าสักหลาดหรือผ้าแห้ง เช็ดถูที่ตัวเครื่องและบริเวณลิ่มนิ้วให้สะอาด ปิดฝาครอบแล้วใช้ผ้าคลุมให้เรียบร้อย
5.  เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี
ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องและส่วนที่ใช้ตีให้สะอาดก่อนและหลังการเล่นทุก ครั้งและเก็บเครื่องดนตรีใส่กล่องหรือใช้ผ้าคลุมทุกครั้งที่เล่นเสร็จแล้ว

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2460

 

 

 

องค์ประกอบทางดนตรี

องค์ประกอบทางดนตรี
องค์ประกอบทางดนตรี หมายถึง รายละเอียดทางดนตรีต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันเป็นบทเพลง ทำให้เพลงมีความสมบูรณ์ เกิดความไพเราะ ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ถึงองค์ประกอบของดนตรีเพื่อสร้างความเข้าใจในบทเพลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งองค์ประกอบทางดนตรีที่ควรเรียนรู้ มีดังนี้

           

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2456

การบรรเลงเครื่องดนตรี

การบรรเลงเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบการบรรเลง หรือขับร้องบทเพลงต่าง ๆ ทำให้เกิดความไพเราะขึ้น การเล่นหรือการบรรเลงเครื่องดนตรีสามารถบรรเลงได้ 2 รูปแบบ คือ การบรรเลงเดี่ยวและการบรรเลงหมู่ ซึ่งต้องอาศัยหลักการบรรเลงดนตรีและองค์ประกอบทางดนตรี ดังนี้
1.  หลักการบรรเลงดนตรี การบรรเลงดนตรีให้มีความไพเราะนั้นควรใช้หลักการโดยทั่วไป ดังนี้
1.  เล่นให้ถูกต้องตามจังหวะและทำนองของเพลง
2.  ปรับระดับเสียงของเครื่องดนตรีให้มีความกลมกลืนสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ในการบรรเลงเป็นวง
3.  ปฏิบัติตามสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายทางดนตรีได้ถูกต้อง
4.  ใช้หรือเล่นเครื่องดนตรีให้ถูกวิธีตามลักษณะเครื่องดนตรีชนิดนั้น
2.  องค์ประกอบทางดนตรี ในการบรรเลงเครื่องดนตรี ผู้เล่นจะต้องรับรู้และเข้าใจองค์ประกอบทางด้านดนตรีด้วย เพื่อสามารถนำไป ใช้ในการบรรเลงดนตรีได้ถูกต้อง ซึ่งองค์ประกอบทางดนตรี มีดังนี้
จังหวะ คือ อัตราความช้า-เร็วของบทเพลง ซึ่งมีสัญลักษณ์กำหนดไว้ในโน้ตเพลง
ทำนอง คือ แนวระดับเสียงของเพลงซึ่งมีทั้งเสียงสูง-ต่ำ นำมาเรียบเรียงให้อยู่ในแนวระดับที่ต้องการ
การประสานเสียง คือ การขับร้องและบรรเลงดนตรีพร้อม ๆ กัน หรือการขับร้องเป็นหมู่คณะโดยเสียงที่ได้จะต้องสอดคล้องกลมกลืนกัน
รูปแบบของบทเพลง คือ โครงสร้างของเพลงซึ่งจะกำหนดวรรคตอนเนื้อเพลง การซ้ำและการเปลี่ยนทำนองเพลง เป็นต้น

การใช้และดูแลรักษาเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีแต่ละชนิดถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการบรรเลงให้มีความแตกต่างกัน โดยมีวิธีเล่นตามลักษณะเฉพาะของเครื่องดนตรีชนิดนั้น ซึ่งผู้เล่นควรเล่นให้ถูกต้องตามวิธีเล่น นอกจากนี้ ผู้เล่นจะต้องรู้จักวิธีการดูแลรักษาเครื่องดนตรีที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อรักษาและสามารถใช้งานได้นานยิ่งขึ้น
  1.  การใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะ
เครื่องดนตรีประเภทนี้ ใช้บรรเลงประกอบจังหวะ ซึ่งมีวิธีการเล่นหลายวิธี ดังนี้
1.  การตีกระทบกันเอง เครื่องดนตรีที่บรรเลงด้วยวิธีนี้ มีหลายวิธี เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ เป็นต้น
2.  การใช้ไม้นวมตี เครื่องดนตรีที่ใช้วิธีการบรรเลงนี้ ส่วนมากเป็นเครื่องดนตรี เช่น โหม่ง ฆ้อง เป็นต้น
3.  การตีด้วยมือ การบรรเลงดนตรีด้วยวิธีการนี้ ใช้กับเครื่องดนตรีประเภทขึงด้วยหนัง เช่น กลองยาว โทน รำมาะนา เป็นต้น
4.  การใช้ไม้เฉพาะตี ไม้ตีเฉพาะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้บรรเลง เครื่องดนตรีบางชนิด เช่น กลองชุด กลองแตร็ก เป็นต้น
2.  การเก็บและดูแลรักษาเครื่องดนตรี
1.  หลังจากใช้งานแล้ว ควรทำความสะอาดเครื่องดนตรีด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ล้างทำความสะอาด ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ด เป็นต้น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามลักษณะของเครื่องดนตรี
2.  เครื่องดนตรีที่มีกล่องใส่เฉพาะ ควรเก็บใส่กล่องก่อนนำไปเก็บ
3.  การเก็บเครื่องดนตรีไว้ในตู้ ควรเก็บเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากไว้ด้านล่าง
4.  การเก็บเครื่องดนตรี ควรแยกประเภทเก็บ เพื่อสะดวกในการค้นหาและนำมาใช้ในครั้งต่อไป

ความเป็นมาศิลปะท้องถิ่น

วิธีการศึกษาความเป็นมาของงานศิลปะในท้องถิ่น

ผลงานศิลปะท้องถิ่น เป็นสิ่งที่แสดงถึงความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น เราจึงควรศึกษาประวัติความเป็นมาผลงานศิลปะเหล่านั้น เพื่อรับรู้ถึงคุณค่าของงานศิลปะท้องถิ่น และยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์ผลงานศิลปะท้องถิ่นด้วย
เราสามารถศึกษาความเป็นมาของงานศิลปะในท้องถิ่นได้หลายวิธี เช่น
1.  สัมภาษณ์ศิลปินโดยตรงถึงประวัติความเป็นมาของผลงานศิลปะชิ้นนั้น
2.  ไปทัศนศึกษาชมพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานศิลปะของท้องถิ่น พร้อมกับจดบันทึกรายละเอียด ประวัติความเป็นมาของผลงานศิลปะชิ้นนั้น
3.  ไปค้นคว้าหาข้อมูลในห้องสมุดหมู่บ้าน
4.  อ่านป้ายแสดงข้อมูลของผลงานศิลปะชิ้นนั้น (ถ้ามี)
5.  ไปร่วมงานแสดงผลงาน

ตัวอย่างความเป็นมาของผลงานศิลปะท้องถิ่น


ชื่อผลงาน งานแกะสลักตอไม้ไผ่
ประวัติความเป็นมา

แต่เดิมชาวบ้านในหมู่บ้านนางรอง ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก มีอาชีพทำสวน โดยเฉพาะทำสวนไม้ไผ่ตง ซึ่งจุดประสงค์หลัก คือ ต้องการขายหน่อไม้เป็นหลักแต่เมื่อมีการปลูกกันมากขึ้น ทำให้ราคาของหน่อไม้ตก และขายไม่ค่อยได้ ชาวบ้านจึงปล่อยให้หน่อเจริญเติบโตเป็นต้นไผ่ เพื่อจะตัดลำต้นไปใช้ประโยชน์ โดยเมื่อตัดลำต้นแล้วจะเหลือตอไม้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 30-100 ซม. ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร

ต่อมาชาวบ้านจึงเกิดความคิดว่า ตอไม้ไผ่ที่เหลือจากการตัดลำต้นไปขายแล้วน่าจะนำมาทำประโยชน์ได้ จึงนำมาแกะสลักเป็นรูปหน้าคนจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกนางรอง ในช่วงแรกผลิตภัณฑ์จากตอไม้ได้จำหน่ายเพื่อนำไปใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้าน ต่อมาจึงดัดแปลงเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สามารถทำเป็นแจกันได้ ทำเป็นกระถางต้นไม้เล็ก ๆ ทำเป็นที่เขียบุหรี่ ที่ใส่ปากกา ที่ทับกระดาษ เป็นต้น

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2624

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.