รูปร่าง รูปทรง

ขอขอบคุณ ronnachit2518  ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=m-UUqlqQDzM ,http://www.youtube.com/watch?v=6ipe07UWC-0

การเป็นผู้ชมที่ดี

หลักในการชมที่ดี

๑.  ควรศึกษาเกี่ยวกับท่ารำ  “ท่า รำ” ของนาฏศิลป์ไทยจัดได้ว่าเป็น “ภาษา” ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้สื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจถึงกิริยา อาการ และความรู้สึก ตลอดจนอารมณ์ของผู้แสดง มีทั้งท่ารำตามธรรมชาติและท่าที่ประดิษฐ์ให้วิจิตรสวยงามกว่าธรรมชาติ
ผู้ชมที่ดีจะต้องเรียนรู้ความหมายและลีลาท่ารำต่างๆ ของนาฏศิลป์ไทย ให้เช้าใจเป็นพื้นฐานก่อน

๒.  เข้าใจเกี่ยวกับภาษาหรือคำร้องของเพลงต่างๆ  การแสดงนาฏศิลป์จะต้องใช้ดนตรีและเพลงเข้าประกอบ ซึ่งอาจจะมีทั้งเพลงขับร้องและเพลงบรรเลง  ในเรื่องเพลงร้องนั้นจะต้องมี “คำร้อง” หรือ เนื้อร้อง ประกอบด้วย  บทร้องเพลงไทยส่วนมากจะเป็นคำประพันธ์ประเภทกลอนแปด หรือกลอนสุภาพ เป็นคำร้องที่แต่งขึ้นใช้กับเพลงนั้นๆ โดยเฉพาะ หรือนำมาจากวรรณคดีไทยตอนใดตอนหนึ่งก็ได้  ผู้ชมจะต้องฟังภาษาที่ใช้ร้อง ให้เข้าใจควบคู่กับการชมการแสดงด้วย จึงจะเข้าใจถึงเรื่องราวนาฏศิลป์ที่แสดงอยู่

๓.  มีความเข้าใจเกี่ยวกับดนตรีและเพลงต่างๆ  นาฏศิลป์จำเป็นต้องมีดนตรีบรรเลงประกอบขณะแสดง ซึ่งอาจจะเป็นแบบพื้นเมืองหรือแบบสมัยนิยม  ผู้ชมจะต้องฟังเพลงให้เข้าใจ ทั้งลีลา ทำนอง สำเนียงของเพลง ตลอดจนจังหวะอารมณ์ด้วย จึงจะชมนาฏศิลป์ได้เข้าใจและได้รสของการแสดงอย่างสมบูรณ์ เช่น เข้าใจว่าเพลงสำเนียงมอญ พม่า ลาว ฯลฯ สามารถเข้าใจถึงประเพทของเพลงและอารมณ์ของเพลงแต่ละเพลง นอกจากนี้ จะต้องรู้จักถึงชื่อของเครื่อง ดนตรีและวงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงทุกชนิดด้วย

๔.  เข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและแต่งหน้าของผู้แสดง  การแสดงนั้นแบ่งออกหลายแบบ หลายประเภท ผู้ชมควรดูให้เข้าใจว่าการแต่งกายเหมาะสมกับบรรยากาศและประเภทของการแสดง หรือไม่  เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดง ตลอดทั้งการแต่งหน้าด้วยว่าเหมาะสมกลมกลืนกันเพียงใด เช่น เหมาะสมกับฐานะหรือบทของผู้แสดงหรือไม่

๕.  เข้าใจถึงการออกแบบฉากและการใช้แสงและเสียง  ผู้ ชมที่ดีต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องฉาก สถานที่ และสถานการณ์ต่างๆ ของการแสดง คือต้องดูให้เข้าใจว่าเหมาะสมกับการแสดงหรือไม่ บรรยากาศ แสง หรือเสียงที่ใช้นั้นเหมาะสมกับลักษณะของการแสดงเพียงใด

๖.  เข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและฐานะของตัวแสดง คือ การแสดงที่เป็นเรื่องราว มีตัวแสดงหลายบท ซึ่งจะต้องแบ่งออกตามฐานะในเรื่องนั้นๆ เช่น พระเอก นางเอก ตัวเอก ตัวนายโรง พระรอง นางรอง ตัวตลก ฯลฯ

๗.  เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของการแสดง  ใน กรณีที่เล่นเป็นเรื่องราว เช่น โขน ละคร ผู้ชมต้องติดตามการแสดงให้ต่อเนื่องกัน ึงจะเข้าใจถึงเรื่องราวต่างๆ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

๘.  ควรมีอารมณ์ร่วมกับการแสดง  การ แสดงนาฏศิลป์ได้บรรจุเอาลีลาท่าทาง หรืออารมณ์ต่างๆ ของผู้แสดงไว้มากมาย  ผู้ชมที่ดีควรมีส่วนร่วมกับผู้แสดงด้วย เช่น สนุกสนาน เฮฮาไปด้วย จะทำให้ได้รสของการแสดงอย่างเต็มที่ และผู้แสดงจะสนุกสนาน มีอารมณ์และกำลังใจในการแสดงด้วย

๙.  ควรมีมารยาทในการชมการแสดง  คือ ปรบมือให้เกียรติก่อนแสดงและหลังจาจบการแสดงแต่ละชุด  ไม่ควรส่งเสียงโห่ ร้องเป็นการล้อเลียน หรือเยาะเย้ย ในขณะที่การแสดงนั้นไม่ถูกใจหรืออาจจะผิดพลาด ตลก ขบขัน ซึ่งจะทำให้ผู้แสดงเสียกำลังใจ และถือว่าไม่มีมารยาทในการชมการแสดงอย่างมาก อีกทั้งเป็นการรบกวนสมาธิและอารมณ์ของผู้ชมคนอื่นๆ ด้วย

๑๐.  ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย  คือ ต้องให้เหมาะสมกับสถานที่ที่ใช้แสดง เช่นโรงละครแห่งชาติ หอประชุมขนาดใหญ่  ควรแต่งกายสุภาพแบบสากลนิยม แต่ในกรณีสถานที่สาธารณะหรืองานแบบสวนสนุก ก็อนุโลมแต่งกายตามสบายได้

๑๑.  ควรศึกษาเกี่ยวกับสูจิบัตร  ให้ เข้าใจก่อนเริ่มชมการแสดง เพื่อจะได้ชมการแสดงได้เข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ  แต่ถ้าไม่มีสูจิบัตร ก็ควรจะตั้งใจฟังพิธีการบรรยายถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงให้เข้าใจด้วย

๑๒.  ควรไปถึงสถานที่แสดงก่อนเวลา  เพื่อ จะได้เตรียมตัวให้พร้อม และได้ชมการแสดงตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งจะได้ไม่เดินผ่านผู้อื่นซึ่งชมการแสดงอยู่ก่อนแล้ว จะทำให้เกิดความวุ่นวายเป็นการทำลายสมาธิด้วย

บทบาทสมมุติ

การแสดงบทบาทสมมุติ
การแสดงบทบาทสมมุติ เป็นการแสดงออกด้วยท่าทางโดยไม่มีบทพูดผู้แสดงจะต้องมีความเชื่อมั่นต่อ บทบาทที่แสดง คือ เชื่อว่าบทบาทที่ตนเองแสดงเป็นเรื่องจริง ผู้แสดงจะต้องมีความพร้อมที่จะใช้ร่างกาย อารมณ์ ความคิดและจิตใจ หรือมีความพร้อมที่จะนำประสาทสัมผัสทั้ง 5 มาใช้ในการแสดงให้
     ประเภทการแสดงบทบาทสมมุติ
1)  การแสดงอบบาทสมมุติแบบเตรียมบทบาทแล้ว
2)  การแสดงบทบาทสมมุติโดยฉับพลัน
3)  การแสดงบทบาทสมมุติจากสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น
การสมมุติเป็นกระบวนการสำคัญที่ผู้แสดงต้องสร้างอารมณ์ให้สะท้อนถึงความเป็น ตัวละครได้อย่างสมจริง โดยผู้แสดงต้องสมมุติว่า ถ้าตนเองเป็นตัวละครที่สวมบทบาทอยู่นั้นจะทำอย่างไรต่อสถานการณ์ที่ตนกำลัง เผชิญอยู่

หลักการแสดงบทบาทสมมุติ
1)  การสมมุติ คือ การที่ผู้แสดงจะต้องถ่ายทอดบุคลิกและนิสัยใจคอของตัวละครออกมาให้สมจริงมาก ที่สุด โดยสมมุติว่าถ้าผู้แสดงเป็นตัวละครตัวนั้นแล้ว จะทำอย่างไรต่อสถานการณ์จำลองที่กำหนดขึ้น
2)  สถานการณ์จำลอง ผู้แสดงจะต้องเข้าใจสถานการณ์จำลองว่าถ้าเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์อย่าง นี้แล้ว ตัวละครต้องทำอะไร และมีเหตุผลอย่างไร
3)  จินตนาการ ผู้แสดงต้องใช้จินตนาการให้ถูกต้อง โดยฝึกจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ข้างในชีวิตประจำวัน และเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว
4)  การสร้างความเชื่อ ผู้แสดงจะต้องทำให้คนดูเชื่อว่า การแสดงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าสมจริง
5)  การสื่อสารกับผู้อื่น ผู้แสดงจะต้องทำให้คนดูเข้าใจความหมายและเหตุผลของตัวละครที่สวมบทบาทอยู่ นั้นและมีความรู้สึกร่วมกับการแสดง
6)  การสร้างสมาธิ ผู้แสดงต้องไม่ประหม่าและต้องทำตัวสบาย ๆ เหมือนไม่มีใครมาสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้แสดงไม่สนใจคนดู

ละครไทย

ความหมายของคำว่า “ละคร”
          ละครเป็นการแสดงศิลปะอย่างหนึ่ง ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์คู่กับมนุษยชาติ และมีอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา จะแตกต่างก็แต่แบบอย่างทางศิลปะ และความประณีต ละเอียดอ่อน ตามความนิยมของมนุษย์ในสังคมนั้น ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในสังคม ละครเป็นการแสดงที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศิลปวัฒนธรรมในด้านต่างๆของชาตินั้นๆได้เป็นอย่างดี ตลอดทั้งยังเป็นเครื่องบันเทิงใจที่จะทำให้มนุษย์ได้เข้าใจ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ละคร คือ   มหรสพอย่างหนึ่งที่เล่นเป็นเรื่องต่างๆ มุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความบันเทิงใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเร้าความรู้สึกของผู้ดู ขณะเดียวกันผู้ดูก็จะได้แนวความคิด คติธรรม และปรัชญาจากการละครนั้น ละครเป็นวรรณกรรมรูปแบบหนึ่งที่แสดงออกซึ่งอารมณ์ของมนุษย์ โดยสร้างตัวละคร และสถานการณ์ขึ้น เพื่อให้ตัวละครแสดงอารมณ์ออกมาตามสถานการณ์ ก่อให้เกิดเหตุการณ์สอดคล้องสืบเนื่องกันเป็นเรื่องใหญ่ หากเรื่องเล็กๆที่ตัดออกเป็นตอนๆนั้น หากเรื่องเล็กๆที่ตัดออกเป็นตอนๆนั้น่อเนื่องกันได้โดยสนิท เป็นที่พอใจของคนดูก็นับว่าละครเรื่องนั้นเป็นละครที่ดี

รูปศัพท์ของคำว่า”ละคร”
          คำว่า “ละคร” มีลักษณะการเขียนผิดเพี้ยนออกไปดังนี้ คือ ละคร ละคอน ลคร เหตุนี้เองพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีกระแสรับสั่งถามถึงมูลศัพท์ของคำว่า “ละคร” ทั้ง 3 คำว่าเขียนคำใดจึงจะถูกต้อง
คำว่า “ลคร” บางท่านสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “นคร” ได้ข้อสังเกตจากการเรียกชาวนครศรีธรรมราช และนครลำปางว่า “เมืองลคร” ถ้าเอ่ยถึงเมืองลครก็เข้าใจว่าคือเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองลำปาง เสียงสระของคำว่า “ลคร” และ “นคร” เหมือนกัน รูปศัพท์ก็ควรจะเขียนเช่นนั้น นิยมใช้คำนี้มาตั้งแต่โบราณ จากปุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วัดท่าทราย กล่าวถึงคำว่า “ลคร” ดังนี้

         ฝ่ายฟ้อนลครใน บริรักษ์จักรี
โรงริมคิรีมี กลลับบ่แลชาย

ฯลฯ

คำว่า “ละคร” มูลศัพท์นี้กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสประเทศชวา พบละครชวาที่เล่นถวายทอดพระเนตร ชื่อ “ละงันดริโย” จึงทรงปรารภว่าจะเอาคำนี้มาใช้โดยสะกดด้วยตัว “ร”
คำว่า “ละคอน” ได้พบจากหนังสือภาษาเขมรเขียนประกอบภาพละครหลวงของประเทศกัมพูชาว่า “ละโขนพระกรุณา” เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเขมรมีอารยธรรมสูงส่ง และเจริญมาก่อนไทย ไทยเองก็ได้รับอารยธรรมของเขมรมาหลายอย่าง “ละโขน” สะกดด้วย “น” เพราะฉะนั้น คำว่า “ละคอน” ควรสะกดด้วย “น” ก็อาจเป็นได้

ประวัติการละครของไทย
          การละครไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นศิลปะ และวัฒนธรรมไทย เป็นสัญลักษณ์อันแลเห็นได้ว่าเป็นไทย แม้ว่าการแสดงนั้นๆจะได้รับแบบแผนหรืออิทธิพลในทางวัฒนธรรมมาจากชาติอื่นก็ ตาม แต่ได้ดัดแปลงปรับปรุงจนเป็นรูปลักษณะของไทยแล้วก็ถือว่าเป็นไทย

ประวัติการละครไทยสมัยต่างๆ มีดังนี้

สมัยน่านเจ้า การศึกษาเรื่องการละคร และนาฏศิลป์ไทยในสมัยนี้ พบว่า ไทยมีนิยายเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง “มโนห์รา” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิมนั่นเอง นิยายเรื่องนั้น คือ “นามาโนห์รา (Namanora) เป็นนิยายของพวกไต พวกไตคือไทยเรานี่เอง แต่เป็นพวกที่ไม่อพยพลงมาจากดินแดนเดิม เรื่องนามาโนห์รานี้จะนำมาเล่นเป็นละครหรือไม่นั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฎเด่น ชัด ส่วนการละเล่นของไทยน่านเจ้านั้นมีพวกระบำอยู่แล้ว คือ ระบำหมวก และระบำนกยูง

สมัยสุโขทัย สมัยนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการละครนัก เป็นสมัยที่เริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติที่สมาคมด้วย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ชาติไทยแต่โบราณจะไม่รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงประเภทระบำรำเต้นมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้า ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการกำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่งการแสดงดังกล่าวแล้วขั้นต้นว่า “โขน ละคร ฟ้อนรำ” ส่วนเรื่องละครแก้บนกับละครยก อาจมีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั้นแล้วเช่นกัน

สมัยกรุงศรีอยุธยาละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้ รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้ ละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้

สมัยกรุงธนบุรี สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่องหลังจากที่ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปินได้กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปีชวด พ.ศ. 2311 แล้ว ทรงส่งเสริมฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ และรวบรวมศิลปินตลอดทั้งบทละครเก่าๆที่กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน ตลอดทั้งพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก 5 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้าอุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะภูบาล หมื่นโวหารภิรมย์ นอกจากละครไทยแล้วยังมีละครเขมรของหลวงพิพิธวาทีอีกด้วย

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อ กันมาเป็นลำดับตั้งแต่ การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อ กันมาเป็นลำดับตั้งแต่

สมัยรัชกาลที่ 1 พระ บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงฟื้นฟูรวบรวมสิ่งต่างๆที่สูญเสีย และกระจัดกระจายให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยนี้ได้มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำขึ้นไว้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดใน ประวัติการละครไทย มีบทละครที่ปรากฎตามหลักฐานอยู่ 4 เรื่อง คือ บทละครเรื่องอุณรุฑ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทละครเรื่องดาหลัง และบทละครเรื่องอิเหนา

สมัยรัชกาลที่ 2พระ บาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรือง เป็นยุคทองแห่งศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวีที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในที่เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอดของบทละครรำ และเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และมณีพิชัย

สมัยรัชกาลที่ 3พระ บาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ละครหลวงซบเซา เนื่องจากพระองค์ไม่สนับสนุน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกละครหลวงเสีย แต่มิได้ขัดขวางผู้จะจัดแสดงละคร ทำให้เกิดคณะละครของเจ้านาย และขุนนางขึ้นแพร่หลาย หลายคณะ หลายโรง และมีบทละครเกิดขึ้นมากมาย
สมัยรัชกาลที่ 4พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยนี้ได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวยุโรปบ้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูละครหลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งออกประกาศสำคัญเป็นผลให้การละครไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมีความโดยย่อ คือ
1.พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชาย และหญิง เพื่อบ้านเมืองจะได้ครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน
2.แม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคยเล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป
3.ห้ามบังคับผู้คนมาฝึกละคร ถ้าจะมาขอให้มาด้วยความสมัครใจ
4.สำหรับละครที่มิใช่ของหลวง มีข้อยกเว้นคือ
– ห้ามใช้รัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา และพานทองหีบทองเป็นเครื่องยก
– บททำขวัญห้ามใช้แตรสังข์
– หัวช้างห้ามทำสีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ
5.มีประกาศกฎหมายภาษีมหรสพ พ.ศ. 2402 เก็บจากเจ้าของคณะละครตามประเภทการแสดง และเรื่องที่แสดง

สมัยรัชกาลที่ 5พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครในยุคนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละครแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่วงการนาฏศิลป ทำให้เกิดละครประเภทต่างๆขึ้นมากมาย เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดยเลิกกฎหมายการเก็บอากรมหรสพเมื่อ พ.ศ. 2450 ทำให้กิจการละครเฟื่องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพได้ เจ้าของโรงละครทางฝ่ายเอกชนมีหลายราย นับตั้งแต่เจ้านายมาถึงคนธรรมดา

สมัยรัชกาลที่ 6พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละคร และการดนตรีทั้งหลายได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะการละครยุคที่ 2 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อบำรุงวิชาการนาฏศิลป และการดนตรี และยังทรงเป็นบรมครูของเหล่าศิลปิน ทรงพระราชนิพนธ์บทโขน ละคร ฟ้อนรำไว้เป็นจำนวนมาก

สมัยรัชกาลที่ 7พระ บาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การเมืองเกิดภาวะคับขัน และเศรษฐกิจของประเทศทรุดโทรม เสนาบดีสภาได้ตกลงประชุมกันเลิกกรมมหรสพ เพื่อให้มีส่วนช่วยกู้การเศรษฐกิจของประเทศ และต่อมาจึงกลับฐานะมาเป็นกองขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2478 กองมหรสพจึงอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร ข้าราชการศิลปินจึงย้ายสังกัดมาอยู่ในกรมศิลปากร ในสมัยนี้มีละครแนวใหม่เกิดขึ้นคือ ละครเพลง หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า “ละครจันทโรภาส” ตลอดทั้งมีละครหลวงวิจิตรวาทการเกิดขึ้น

ข้อมูลจาก http://www.nsru.ac.th/

นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์กับการแสดง
   นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย ซึ่งใช้เรียกท่าทางที่ปฏิบัติหรือกิริยาอาการต่าง ๆ ทางนาฏศิลป์ เพื่อใช้สื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติได้ตรงกัน
นาฏยศัพท์แบ่งเป็น  3 หมวด ดังนี้
1.  หมวดนามศัพท์    คือ    ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกการกระทำของผู้นั้น
2.  หมวดกริยาศัพท์   คือ   ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกกิริยาอาการ
3.  หมวดเบ็ดเตล็ด    คือ   ศัพท์ที่ใช้เรียกภาษานาฏศิลป์ที่นอกเหนือไปจากนามศัพท์และกริยาศัพท์
นาฏยศัพท์ที่ควรรู้จักและฝึกปฏิบัติ มีดังนี้
1)  จีบ คือ การจรดปลายนิ้วหัวแม่มือที่ข้อแรกของปลายนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือทั้งสามเหยียดตรง แล้วกรีดออกไปให้สวยงามคล้ายพัด
2)  การตั้งวง คือ การตั้งลำแขนเป็นวงคล้ายครึ่งวงกลม มือตั้งขึ้น และหันฝ่าทืออกนอกลำตัว ให้นิ้วทั้งสี่ชิดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักงอเข้าทางฝ่ามือเล็กน้อย หันฝ่ามือออกนอกตัว และหักข้อมือเข้าหาลำแขน
3)  การกล่อมไหล่ คือ การเอียงไหล่ขวาไปข้างหน้า แล้วกลับมาเอียงไหล่ซ้าย ทำให้ต่อเนื่องอย่างช้า ๆ หน้าตรง
4)  การตีไหล่ คือ การกดไหล่ลง แล้วดันไหล่ไปด้านหลัง ลักษณะคล้ายกับการวาดด้วยไหล่ทั้ง 2 ข้างให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องกัน ใช้ในการรำของตัวละครที่เป็นมอญ ลาว พม่า เช่น รำพลายชุมพล
5)  การฉอ้อนตัว คือ การถ่ายน้ำหนักตัวลงบนเท้าหน้า พร้อมกับโน้มลำตัวไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วจึงถ่ายน้ำหนักตัวคืน โดยมากใช้กับตัวนาง
6)  การสะดุ้งตัว คือ การยึดตัวขึ้นเหมือนกิริยาสะดุ้ง ตามจังหวะเพลงบางครั้งก็ใช้สลับกับการกระทบจังหวะ เรียกว่า “ยืด-ยุบ” นิยมใช้ร่วมกับการลักคอและเล่นมือ เรียกว่า “เยื้องตัว” ปรากฏในท่ารำเพลงเร็ว
7)  การถัดเท้า คือ กิริยาการใช้เท้าแบบหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ การถัดเท้าอยู่กับที่ และการถัดเท้าแบบเคลื่อนที่ การถัดเท้าจะใช้เท้าขวาถัดเสมอโดยจะใช้ส่วนของเท้าตั้งแต่จมูกเท้ามาถึงส้น เท้าไถพื้นขึ้นไป แล้ววางเท้าลงตามจังหวะ ดังนี้
จังหวะที่ 1    ยกเท้าซ้ายก้าว
จังหวะที่ 2    เท้าขวาไถพื้นและยก
จังหวะที่ 3    วางเท้าขวาลง
8)  การฉายเท้า คือ การใช้เท้าข้างใดข้างหนึ่งยืนเป็นหลัก ส่วนเท้าอีกข้างหนึ่งให้ใช้จมูกเท้าจรดพื้นเปิดส้นเท้าขึ้น แล้วฉายหรือลากจมูกเท้าไปด้านข้างในลักษณะครึ่งวงกลม

ภาษาท่า

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย

   ภาษาท่าเป็นการสื่อสารความหมายด้วยท่าทาง เป็นภาษา ถ่ายทอดด้วยความหมายแทน การใช้คำพูด หรือลักษณะท่าทางบุคลิกและอารมณ์ความรู้สึก

ภาษานาฏศิลป์ การร่ายรำที่มนุษย์ได้ปรุงแต่งจากลีลาธรรมชาติให้สวยงามโดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบเรียกว่า “ภาษานาฏศิลป์” จึงเป็นศิลปของการเยื่องกรายร่ายรำ ที่มนุษย์ได้ ประดิษฐ์ขึ้นจากการเดินของตัวละคร ซึ่งเป็นกิริยาที่เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ แต่ปรุงแต่งให้สวยงาม การสื่อความหมายแทนคำพูด อารมณ์ความรู้สึก จะแสดงออกเป็นท่าทางนาฏศิลป์ได้ทั้งสิน และ การประกอบกับการขับร้องและบรรเลงดนตรีแล้ว การเยื้องกรายของตัวละครก็จะมีศิลป์งดงาม ตามหลักนาฏศิลป์ยิ่งขึ้น

ภาษาท่าที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เธอ มา

 

 

 

ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกภายใน เช่น รัก เศร้าโศก

 

ที่มา หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เอกสารเสริมความรู้ครูผู้สอน กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย  “การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การแสดงท่าทางนาฏศิลป์ประกอบเพลงภาษา”

ท่าประกอบเพลง
ท่าประกอบเพลง เป็นการนำเอาภาษาท่ามาร่ายรำประกอบเพลงโดยให้สอดคล้องกับเนื้อร้อง จังหวะ และทำนองเพลง ซึ่งกระทำอย่างต่อเนื่องกัน ทำให้ดูสวยงาม
    ท่ารำประกอบเพลงระบำดอกบัว
ท่าประกอบเพลงระบำดอกบัวเป็นท่ารำเป็นการแสดงท่ารำประกอบเพลงซึ่ง แสดงออกถึงความสนุกสนานร่าเริง โดยใช้การเคลื่อนไหวมือและลำตัวการแสดง ท่าประกอบเพลงระบำดอกบัว ควรฝึกท่ารำเป็นหมู่คณะจึงจะทำให้ดูสวยงาม อุปกรณ์ที่ควรใช้ประกอบการแสดง คือ ดอกบัวหรือดอกบัวกระดาษ
          เพลง ระบำดอกบัว
เนื้อร้อง มนตรี ตราโมท                                                ทำนอง  เพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า
เหล่าข้าคณาระบำ                                   ร้องรำด้วยเริงร่า
ฟ้อนส่ายให้พิศโสภา                                            เป็นทีท่าเยื้องยาตรนาดกราย
ด้วยจิตจงรักภักดี                                     มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่าย
ขอมอบชีวิตและกาย                                           ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคล
เพื่อทรงเกษมสราญ                                และชื่นบานพระกมล
ถวายฝ่ายฟ้อนอุบล                                             ล้วนวิจิตรพิศอำไพ
อันปทุมยอดผกา                                    ทัศนาก็วิไล
งามตระการบานหทัย                                          หอมจรุงฟุ้งขจร
คล้ายจะยวน                                           เย้าภมร
บินวะว่อน                                                           ฟอนสุคนธ์

         ท่ารำประกอบเพลงระบำดอกบัว


 

 

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.