รูปแบบละครหุ่น

รูปแบบละครหุ่น
ละครหุ่น คือ การแสดงที่ใช้หุ่นเป็นตัวละคร โดยมีคนเป็นผู้เชิดตามบทบาท ลักษณะนิสัยของตัวละคร และตามชนิดของหุ่นนั้น ๆ
การแสดงละครหุ่น เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดด้วยวิธีง่ายที่สุด และได้ผลดีที่สุดแบบหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ฉากเวทีและเครื่องแต่งตัว ความสำคัญอยู่ที่การแสดงมากกว่าฉากเวที การแสดงด้วยหุ่น ไม่ควรมีรายละเอียดมากเพราะจะทำให้ขาดความสนใจจากเรื่องที่แสดง
1.  ละครหุ่นไทย
การแสดงละครหุ่นของไทยมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตลอด แบ่งได้เป็น 4 ประเภท
1.  หุ่นหลวง                                                 2.  หุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
3.  หุ่นกระบอก                                               4.  หุ่นละครเล็ก


1.  หุ่นหลวง เป็นการแสดงละครหุ่นของไทยประเภทหนึ่ง ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และเลิกเล่นเมื่อปลายรัชกาลที่ 5 ลักษณะของห่นหลวงมีความสูงประมาณ 1 เมตร เครื่องแต่งกายของหุ่นหลวงคล้ายกับเครื่องแต่งกายของโขนหรือละคร การเชิดหุ่นหลวงยืนเชิดด้วยคนคนเดียว
2.  หุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เป็นหุ่นที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้น มี 2 ชนิด คือ หุ่นจีนและหุ่นไทย หุ่นทั้งสองชนิดเป็นหุ่นขนาดเล็กสูงประมาณ 1 ฟุต
1.  หุ่นจีน มีลักษณะเป็นหุ่นมือตระกูลฮกเกี้ยนเครื่องแต่งกายของหุ่นเลียนแบบเครื่อง แต่งกายของงิ้ว แต่เป็นถุงผ้าสำหรับคลุมมือ มีขาและเท้า ใช้นิ้วเชิดบังคับให้เคลื่อนไหว
2.  หุ่นไทย มีลักษณะผสมระหว่างหุ่นจีนและหุ่นหลวง คือ มีขนาดเท่าหุ่นจีน แต่ใช้เครื่องแต่งกายและกลไลบังคับแบบหุ่นหลวง
3.  หุ่นกระบอก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย ม.ร.ว. เถาะ ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเลียนแบบหุ่นของนายเหน่งที่อยู่หัวเมืองเหนือ แล้วตั้งคณะหุ่นกระบอกเพื่อออกเล่นทั่วไปจนได้รับความนิยม ลักษณะของหุ่นประกอบด้วยไม้กระบอกยาวประมาณ 9 นิ้ว หัวหุ่นทุกหัวจะต้องมีแกนไม้ต่อจากคอหุ่นลงมาสำหรับเสียบกับไม้กระบอกซึ่ง เป็นลำตัวของหุ่น เครื่องแต่งกายของหุ่นคล้ายกับโขนและละคร
4.  หุ่นกระบอกเล็ก เป็นการแสดงละครหุ่นที่เกิดขึ้นหลังหุ่นกระบอกลักษณะของหุ่นมีความสูงประมาณ 1 เมตร มีลำตัวแขนขา และแต่งตัวเหมือนละครจริง การเชิดหุ่นในลักษณะเดียวกับหุ่นกระบอกใช้ผู้เชิดเพียงคนเดียว

2.  หุ่นแบบต่าง ๆ
หุ่นที่ใช้ในการแสดงมีหลายชนิด บางชนิดสามารถประดิษฐ์ด้วยตัวเอง โดยใช้เศษวัสดุต่าง ๆ บางชนิดสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป เช่น
1.  หุ่นมือ คือ หุ่นที่ทำเป็นตัวอะไรก็ได้ที่มีอยู่ในบทละครที่แสดง เช่น คน สัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น ตัวหุ่นทำด้วยผ้าหรือกระดาษ เวลาแสดงใช้สวมที่มือ ใช้นิ้วชี้ทำหน้าที่ส่วนหัว ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางหรือนิ้วก้อยแสดงการเคลื่อนไหวของหุ่น
2.  หุ่นนิ้วมือ เป็นหุ่นขนาดเล็ก เอาหุ่นใส่ไว้ที่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวและกระดิกไปมาแทนการเคลื่อนไหวของ หุ่น การแสดงด้วยหุ่นนิ้วมือส่วนมากนิยมแสดงประกอบการเล่านิทาน
3.  หุ่นชัก เป็นหุ่นที่ใช้เชือกช่วยในการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่าง ๆ คนเล่นอยู่ตอนบนของเวที หุ่นชักมีทั้งแบบง่าย ๆ และแบบพิสดาร หุ่นชนิดนี้ทำยากและเล่นยากกว่าแบบอื่น เพราะมีกลไกซับซ้อน
4.  หุ่นกระบอก เป็นหุ่นที่มีการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากเพราะมีส่วนเคลื่อน ไหวได้หลายส่วน เช่น มือ ปาก และศีรษะ
5.  หุ่นหนังตะลุง เป็นหุ่นที่ทำด้วยกระดาษแข็งหรือแผ่นหนังที่แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ การแสดงหุ่นหนังตะลุงต้องใช้แสงเงาในการแสดง
นอกจากนี้ยังมีหุ่นแบบอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นผลงานความคิดสร้างสรรค์ของเรา ซึ่งสามารถนำมาใช้การแสดงได้ตามความเหมาะสม

การแสดงละครหุ่น
ละครหุ่นเป็นการแสดงที่อาศัยความสามารถของคนเชิดหุ่นให้มีลีลาท่าทางต่าง ๆ ตามบทบาทของละครหุ่นตัวนั้น เพื่อสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจความหมาย ตลอดจนเนื้อเรื่องที่ต้องการจะสื่อ การแสดงละครหุ่นที่ดีนั้น สามารถใช้หลักการต่อไปนี้
1.  การเลือกเรื่องแสดง นักเรียนควรเลือกเรื่องที่มีประโยชน์ให้ข้อคิดต่าง ๆ และใช้เวลาในการแสดงไม่มากนัก ไม่ซับซ้อนและไม่ใช้ตัวละครมากเกินไป ควรเป็นเรื่องที่มีการดำเนินเรืองอย่างง่าย ๆ
2.  การเลือกตัวหุ่น ควรเลือกตัวหุ่นให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง บทบาทของตัวละคร นักเรียนอาจจะประดิษฐ์หุ่นเองได้ โดยใช้วัสดุเหลือใช้ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ดี
3.  การจัดเวที เนื่องจากการแสดงละครหุ่นมีเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน ตัวละครไม่มาก นักเรียนอาจใช้โต๊ะเรียน 1-2 ตัววางติดกัน และใช้ผ้าคลุมทำเป็นเวทีแล้วจึงเชิดหุ่นอยู่ด้านหลังโต๊ะ
4.  การประเมินผลการแสดง หลังจากการแสดงจบแล้ว ผู้แสดงและผู้ชมควรมีส่วนร่วมในการประเมินผลการแสดง โดยช่วยกันสรุปข้อบกพร่องและข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาใช้ในการแสดงครั้งต่อไป

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2466

งานปั้นและแกะสลัก

งานแกะสลัก
งานแกะสลัก เป็นการนำเอาวัสดุเนื้ออ่อนมาแกะหรือขูดวัสดุ เพื่อเอาส่วนของวัสดุที่ไม่ต้องการออกจากชิ้นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดเป็นรูปหรือลวดลายงดงามบนวัสดุนั้น
งานแกะสลักที่พบเห็นทั่วไป ถูกสร้างสรรค์ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น การแกะสลักเทียนไข เพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การแกะสลักผักและผลไม้เพื่อใช้เป็นอาหาร การแกะสลักหยวกกล้วยเพื่อนำไปประดับตกแต่งเมรุเผาศพ เป็นต้น
1.  วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลัก
1)  วัสดุที่นำมาใช้ในการแกะสลัก มีทั้งวัสดุที่มีเนื้อแข็ง เช่น หินไม้ และวัสดุที่มีเนื้ออ่อน เช่น ผลไม้ พืชผัก สบู่ ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดจะใช้วิธีการแกะสลักที่แตกต่างกันไป
2)  อุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลัก อุปกรณ์ที่นำมาใช้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ว่าเป็นประเภทใด จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม เช่น ไม้เนื้อแข็ง ใช้สิ่วแกะสลัก ผลไม้ ใช้มีดปลายแหลมแกะสลัก เป็นต้น
2.  รูปแบบงานแกะสลัก
1)  แกะสลักเป็นลวดลาย เป็นการนำเอาวัสดุมาแกะให้เป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ทำเป็นรูปลายไทย เป็นต้น
2)  แกะสลักเป็นรูปทรง เป็นการนำเอาวัสดุมาแกะให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ แต่ยังคงรูปทรงเดิม ๆ อยู่

งานปั้น
งานปั้น หมายถึง การนำเอาวัสดุอ่อนที่สามารถรวมกันได้ หรือแบ่งแยกออกจากกันได้ เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน ขี้ผึ้ง มาทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามที่ต้องการ โดยใช้วิธีขยำ บีบ นวด ตัด ขัด ขูด ปะ เป็นต้น
รูปปั้นมีลักษณะเป็น 3 มิติ คือ มีความกว้าง ความยาว และความลึก เราจึงสามารถมองเห็นงานปั้นได้ทั้งความตื้น ลึก หนา บาง ตามความเป็นจริง ซึ่งจะต่างจากภาพวาดที่เรามองเห็นได้เพียง 2 มิติ คือ ความกว้างและความยาว
1.  ประเภทของรูปปั้น โดยทั่วไปรูปปั้นแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1)  รูปปั้นนูนต่ำ เป็นรูปปั้นที่มีแผ่นหลังรองรับ และภาพจะนูนสูงขึ้นมาจากพื้นเพียงเล็กน้อย มองเห็นด้านหน้าได้เพียงด้านเดียว เช่น เหรียญต่าง ๆ พระเครื่องที่มีลักษณะเป็นเหรียญเป็นต้น
2)  รูปปั้นนูนสูง เป็นรูปปั้นที่มีแผ่นหลังรองรับคล้ายรูปปั้นนูนต่ำแต่ภาพจะ นูนสูงขึ้นมาจากพื้นรองรับมากกว่าและมีการลดหลั่นตามความเหมาะสม เช่น รูปประดับฝาผนัง เป็นต้น
3)  รูปปั้นลอยตัว เป็นรูปปั้นที่สามารถมองเห็นได้ทุกด้านโดยรอบมีลักษณะเป็นภาพ 3 มิติ ส่วนมากมักจะมีฐานเพื่อสามารถวางตั้งกับพื้นได้ เช่น รูปปั้นอนุสาวรีย์ต่าง ๆ รูปปั้นเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น

2.  วัสดุที่ใช้ในการปั้นรูป วัสดุนำมาปั้นได้ นั้นต้องมีความเหนียวและนิ่ม สามารถยึดจับกันเป็นก้อน ทรงตัวอยู่ได้ตลอดเวลาที่ปั้น มีความคงทนไม่แตกสลายได้ง่ายทั้งในขณะกำลังปั้นและเมื่อปั้นเสร็จแล้ว ซึ่งวัสดุเหล่านี้มีอยู่ในธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น เช่น

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/2250/

http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/2250/

ภูมิปัญญาทางดนตรี

ภูมิปัญญาทางดนตรี
  คุณค่าทางดนตรี
ดนตรีเป็นผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่มี ต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ วิถีชีวิต จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ลักษณะนิสัย ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาของผู้คนท้องถิ่นต่าง ๆ ในยุคสมัยต่างกัน ดังนั้น ดนตรีจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ และนับได้ว่าเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าควรได้รับการบำรุงรักษา เพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติต่อไป
การที่ดนตรีสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงมีประโยชน์และช่วยพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกหลายประการ เช่น
ประโยชน์ของดนตรี
1.  ช่วยทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ปลดปล่อยอารมณ์ไม่ให้เครียด ผ่อนคลายอารมณ์ได้
2.  ช่วยทำให้จิตใจสงบ และมีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.  ช่วยพัฒนาด้านการเรียนรู้ โดยนำไปบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ ให้เกิดประโยชน์
4.  ช่วยเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีและใช้เป็นกิจกรรมทำร่วมกัน ของครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เช่น การร้องเพลงและเต้นรำด้วยกัน

     การอนุรักษ์ผลงานทางดนตรี
ผลงานทางดนตรีที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยศิลปินในยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและศิลปินทั้งหลาย และบ่งบอกถึงความมีอารยธรรมแสดงถึงเอกลักษณ์ประจำชาติจึงมีคุณค่าควรแก่การ อนุรักษ์และสืบทอดและพัฒนาให้คงอยู่ต่อไป เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป
การอนุรักษ์และสืบอดผลงานทางดนตรีมีหลายวิธี นักเรียนสามารถทำได้โดยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
1.  ศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของวงดนตรีประเภทต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
2.  รวบรวมหรือจดบันทึกเกี่ยวกับผลงานทางดนตรีของศิลปินที่น่าสนใจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาหาความรู้ต่อไป
3.  ถ้ามีโอกาสให้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับงานดนตรี เพื่อดูข้อมูลหรือเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีและวิวัฒนาการทางดนตรี
4.  เข้าร่วมกิจกรรมทางดนตรี เช่น การแสดงดนตรี การจัดงานรำลึกถึงศิลปิน เป็นต้น
5.  ถ้ามีโอกาสได้เรียนดนตรีโดยเฉพาะดนตรีพื้นบ้านควรให้ความสนใจและตั้งใจเรียนเพื่อสืบทอดงานดนตรีต่อไป
6.  ให้ความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีในท้องถิ่นของตนและท้องถิ่นอื่น

วิวัฒนาการดนตรี

นับตั้งแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้น ยุคแห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น และหลังจากที่ พ่อขุนรามคำแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฎหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดังปรากฎ ในปัจจุบัน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

สมัยสุโขทัย
     ดนตรีไทย มีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทย ในสมัยนี้ ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้งในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวนี้ สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ
1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ


ที่มา http://p-i-e.exteen.com/images/Khim/musicians.jpg

     2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน


ที่มา http://www.student.chula.ac.th/~48467717/component.files/image004.jpg

     3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ
– วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี 3. ทับ (โทน) 4. ฆ้องคู่ และ ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)
– วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3. ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก

4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ
– คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ
– คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง
– คนดีดพิณ
– คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ

ที่มาจาก : http://princeabhakara.forumotion.net/forum-f18/topic-t153.htm

สมัยกรุงศรีอยุธยา
     ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับ ดนตรีไทย ในสมัยนี้ ในกฏมลเฑียรบาล ซึ่งระบุชื่อ เครื่องดนตรีไทย เพิ่มขึ้น จากที่เคยระบุไว้ ในหลักฐานสมัยสุโขทัย จึงน่าจะเป็น เครื่องดนตรี ที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ ได้แก่ กระจับปี่ ขลุ่ย จะเข้ และ รำมะนา นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ปรากฎข้อห้ามตอนหนึ่งว่า “…ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน…” ซึ่งแสดงว่าสมัยนี้ ดนตรีไทย เป็นที่นิยมกันมาก แม้ในเขตพระราชฐาน ก็มีคนไปร้องเพลงและเล่นดนตรีกันเป็นที่เอิกเกริกและเกินพอดี จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงออกกฎมลเฑียรบาล ดังกล่าวขึ้นไว้

เกี่ยวกับลักษณะของ วงดนตรีไทย ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาขึ้นกว่าในสมัยสุโขทัย ดังนี้ คือ

1. วงปี่พาทย์ ในสมัยนี้ก็ยังคงเป็น วงปี่พาทย์เครื่องห้า เช่นเดียวกับในสมัยสุโขทัย แต่มี ระนาดเอก เพิ่มขึ้น ดังนั้น วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ประกอบด้วย เครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ คือ
– ระนาดเอก
– ปี่ใน
– ฆ้องวง (ใหญ่)
– กลองทัด ตะโพน
– ฉิ่ง

2. วงมโหรี ในสมัยนี้พัฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก เพราะได้เพิ่ม เครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิ้น คือ ขลุ่ย และ รำมะนา ทำให้ วงมโหรี ในสมัยนี้ ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จำนวน 6 ชิ้น คือ
– ซอสามสาย
– กระจับปี่ (แทนพิณ)
– ทับ (โทน)
– รำมะนา
– ขลุ่ย
– กรับพวง

สมัยกรุงธนบุรี
     เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และประกอบกับ เป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทย ในสมัยนี้จึงไม่ปรากฎหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
     ในสมัยนี้ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้ คือ

สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทย ในสมัยนี้ส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะ และ รูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มี กลองทัด 2 ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ทั้งพระองค์ได้ พระราชนิพนต์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง “บุหลันลอยเลื่อน” การพัฒนา เปลี่ยนแปลงของ ดนตรีไทย ในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอา วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก “เปิงมาง” ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า “สองหน้า” ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง

สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่

ที่มาจาก : http://princeabhakara.forumotion.net/forum-f18/topic-t153.htm

การสร้างสรรค์งานดนตรี

การสร้างสรรค์งานดนตรี
  กิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรี
การสร้างสรรค์ทางดนตรีเป็นการคิดค้น ต่อเติม ประยุกต์ และจัดองค์ประกอบทางดนตรีขึ้นมาใหม่โดยไม่ซ้ำแบบใคร เช่น การแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ การคิดค้นท่าออกกำลังกายให้เข้าจังหวะดนตรี เป็นต้น ซึ่งการสร้างสรรค์ทางดนตรีช่วยพัฒนากระบวนการคิดและเสริมสร้างทักษะด้าน ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
1.  หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี
1.  การสร้างสรรค์จากประสบการณ์เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้ สร้างสรรค์เอง โดยอาจได้รับคำแนะนำบ้าง รู้ในหลักการบ้างแล้วนำมาประยุกต์ คิดค้นเป็นความคิดของตนเองขึ้นมา เช่น การคิดท่าทางเคลื่อนไหวประกอบเพลง เป็นต้น
2.  การสร้างสรรค์จากหลักการ เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเรียนรู้ในหลักการหรือความรู้ต่าง ๆ แล้วนำมาใช้เป็นพื้นฐานหรือข้อมูลหลักในการทำผลงานทางดนตรี เช่น การรู้หลักกการเคลื่อนไหวเพื่อบริหารกล้ามเนื้อแล้วนำมาคิดท่าทางประกอบเพลง ในการทำกายบริหาร เป็นต้น
2.  วิธีการสร้างสรรค์งานดนตรี
การสร้างสรรค์งานดนตรีมีวิธีปฏิบัติได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ด้านดนตรีและการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งนักเรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น
ตัวอย่าง กิจกกรมสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี
1.  ขีดเขียนระบายสีตามจังหวะของดนตรี ซึ่งจะทำให้ได้ภาพเขียนที่แปลกตา ตามลีลาของจังหวะดนตรี
2.  ประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุท้องถิ่น ซึ่งจะได้เครื่องดนตรีที่ให้เสียงแปลก ๆ เช่น การนำเอาฝาน้ำอัดลมมาทำเป็นเครื่องเคาะจังหวะ เป็นต้น
3.  ประดิษฐ์ท่าทางประกอบเพลงโดยอาจประดิษฐ์ใช้กับหลาย ๆ เพลง ซึ่งนอกจากจะได้ความสนุกสนานแล้วยังฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
4.  แต่งเพลงอย่างง่าย ๆ โดยนำเอาทำนองเพลงสั้น ๆ มาใส่เนื้อเพลงใหม่ หรือนำเนื้อเพลงมาใส่ทำนองเพลงใหม่ให้สัมพันธ์กัน เป็นต้น
นอกจากวิธีดังกล่าว นักเรียนยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานดนตรีโดยใช้วิธีอื่น ๆ อีกหลายวิธี ซึ่งนักเรียนต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และนำไปใช้ประโยชน์ได้

ดนตรีกับการบูรณาการและประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน คนเราได้รับฟังดนตรีมากมาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เนื่องจากดนตรีเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา เช่น เสียงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เพลงชาติจากสถานที่ราชการ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าดนตรีมีความสัมพันธ์กับคนเราค่อนข้างมาก
เนื่องจากดนตรีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตัวเราด้าน ต่าง ๆ ได้ เช่น ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ ด้านสังคม เป็นต้น นอกจากนี้นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น
วิชาภาษาไทย            นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการขับร้องเพลงประกอบเนื้อหา
วิชาคณิตศาสตร์          นำความรู้การคิดคำนวณมาใช้กับการนับจังหวะดนตรีหรือใช้บทเพลงประกอบการเรียนการสอน
วิชาวิทยาศาสตร์         นำความรู้ทางดนตรีมาร้องเพลงประกอบการเรียนการสอน ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และยังสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องเสียง มาใช้ในการขับร้องเพลง
วิชานาฏศิลป์               นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการร่ายรำประกอบการแสดงนาฏศิลป์
นอกจากนี้ นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปใช้กับวิชาอื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กายบริหารประกอบเพลง การเต้นแอโรบิก เป็นต้น

ดูแลเครื่องดนตรีไทย

การดูแลรักษาเครื่องดนตรีไทย
เครื่องดนตรีไทยมีหลายประเภท เราควรดูแลรักษาให้ถูกต้องตามประเภทของเครื่องดนตรี ซึ่งจะทำให้เครื่องดนตรีมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ตัวอย่าง การดูแลรักษาเครื่องดนตรีไทย

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ควรเก็บไม้ดีดจะเข้ไว้ในที่เก็บ ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด และจัดวางไว้ในร่มเพื่อป้องกันแสงแดด และอย่าให้ถูกน้ำหรือได้รับความชื้น

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้ปลดเชื่อกที่ร้อยผืนระนาดลงมาหนึ่งข้าง เพื่อลดน้ำหนักไม่ให้ตะขอหลุดง่าย และไม่ให้ผืนระนาดหย่อนหรือขาด เก็บไม้ตีระนาดไว้ในราง จัดวางระนาดในที่ที่เหมาะสม

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้บิดลูกบิดซอลงเล็กน้อยเพื่อลดสายเลื่อนหย่อนหรือหมอนไว้ตอนบนของหน้า กะโหลกซอ แล้วแขวนเก็บคันชักแนบกันคันทวนซอ จัดวางไว้บนชั้นหรือใส่ตู้ หรือแขวนเรียงไว้ให้เป็นระเบียบ

-เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้นำไปเก็บในที่เหมาะสม อย่างเป็นระเบียบ ไม่ให้ถูกน้ำ ความชื้น และแสงแดด

การดูแลรักษาเครื่องดนตรีสากล
เครื่องดนตรีสากลมีหลายประเภท เราควรดูแลรักษาให้ถูกต้องตามประเภทของเครื่องดนตรี ซึ่งจะทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การดูแลรักษามีวิธีอย่างง่าย ๆ ดังนี้
1.  เครื่องสาย
ก่อนหรือหลังการเล่น ให้ใช้ผ้าแห้งลูบเบา ๆ บนสายและตัวเครื่อง เพื่อขจัดฝุ่นคราบไคลต่าง ๆ ถ้าเป็นเครื่องสายที่ใช้คันชักสี เมื่อเล่นเสร็จแล้ว ต้องปรับคันชักไม่ให้สายตึงเกินไป ก่อนที่จะนำไปเก็บในกล่อง เพราะหากปล่อยให้สายตึงเป็นเวลานาน อาจชำรุดได้
2.  เครื่องเป่าลมไม้
          1.  ประเภทเป่าลมผ่านช่องลม ให้ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องก่อนและหลังการเป่า ส่วนเครื่องเป่าที่เป็นโลหะ ให้ใช้ผ้านุ่มแตะน้ำมันที่ใช้สำหรับทำความสะอาดเครื่องดนตรี แล้วลูบไปตามกระเดื่องกลไกและตัวเครื่องให้ทั่ว เพื่อทำให้กระเดืองกลไกเกิดความคล่องตัวในการใช้งาน และช่วยไม่ให้เกิดสนิม
2.  ประเภทเป่าลมผ่านลิ้น มีวิธีการดูแลรักษาคล้ายกับเครื่องเป่าโลหะ (ปิคโคโลและฟลูต) และเพิ่มการทำความสะอาดปากเป่าและลิ้นด้วยการถอดออกมาล้างทำความสะอาด จากนั้นผึ่งลมและเช็ดให้แห้งก่อนใช้ฝาครอบสวมส่วนบน แล้วจึงเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อย
 3.  เครื่องเป่าลมทองเหลือง
ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องให้สะอาดก่อนและหลังการใช้ เมื่อใช้เสร็จแล้วให้กดกระเดื่องสำหรับไล่น้ำลาย แล้วเป่าลมแรง ๆ เข้าไปตรงปากเป่า เพื่อไล่หยดน้ำลายที่ค้างอยู่ในท่อ เสร็จแล้วถอดปากเป่าออกมาทำความสะอาด โดยใช้ผ้าเช็ด และใช้เศษผ้าแตะครีมขัดโลหะลูบบนตัวเครื่องแล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดถูให้เกิดความ เงางาม และเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อง
4.  เครื่องดนตรีประเภทลิ่วนิ้ว
ใช้ผ้าสักหลาดหรือผ้าแห้ง เช็ดถูที่ตัวเครื่องและบริเวณลิ่มนิ้วให้สะอาด ปิดฝาครอบแล้วใช้ผ้าคลุมให้เรียบร้อย
5.  เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี
ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเครื่องและส่วนที่ใช้ตีให้สะอาดก่อนและหลังการเล่นทุก ครั้งและเก็บเครื่องดนตรีใส่กล่องหรือใช้ผ้าคลุมทุกครั้งที่เล่นเสร็จแล้ว

ขอบคุณที่มาจาก ทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2460

 

 

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.